การสะกดจิต: Difference between revisions
Bot: Created Hypnosis article in Thai |
Bot: Created Hypnosis article in Southern Thai |
||
| (One intermediate revision by the same user not shown) | |||
| Line 1: | Line 1: | ||
'''การสะกดจิต''' (Hypnosis) | <big>'''การสะกดจิต'''</big> (Hypnosis) หมายถึง สภาวะหนึ่งของจิตใจที่มีการมุ่งความสนใจสูง มีการรับรู้ต่อสิ่งรอบตัวลดลง และมีความสามารถในการตอบสนองต่อคำแนะนำเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้ที่อยู่ในสภาวะสะกดจิตมักจะรู้สึกผ่อนคลาย มีสมาธิจดจ่อ และเปิดรับคำแนะนำหรือความคิดต่างๆ อย่างลึกซึ้ง กระบวนการนำเข้าสู่สภาวะนี้เรียกว่า '''การชักนำ''' (Induction) และการให้คำแนะนำในสภาวะนี้เรียกว่า '''การให้คำสั่ง''' (Suggestion) การสะกดจิตไม่ใช่การหลับหรือหมดสติ แต่เป็นสภาวะของการตื่นตัวที่แตกต่างออกไป | ||
== | == นิยาม == | ||
'''การสะกดจิต''' | ในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ '''การสะกดจิต''' ถือเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาชนิดหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการมีสมาธิจดจ่ออย่างลึกซึ้ง การผ่อนคลายอย่างมาก และการเปิดรับคำแนะนำอย่างมีจินตนาการ บุคคลที่ถูกสะกดจิตยังคงควบคุมการกระทำของตนเองได้และจะไม่ทำในสิ่งที่ขัดกับความเชื่อหรือศีลธรรมของตน สภาวะสะกดจิตมักถูกอธิบายว่าเป็นสภาวะที่คล้ายกับการฝันกลางวันหรือการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลืมสิ่งรอบตัว เช่น การอ่านหนังสือจนลืมเวลา หรือการขับรถไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยโดยอัตโนมัติ | ||
ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคใต้ มักมีคำเรียกอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน เช่น "การท่องจิต" หรือ "การเข้าทรง" แต่ในทางเทคนิคแล้ว '''การสะกดจิต''' แตกต่างจากการเข้าทรงอย่างชัดเจน เนื่องจากการสะกดจิตมุ่งที่การเข้าถึงจิตใต้สำนึกของบุคคลนั้นๆ โดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ | |||
== ประวัติศาสตร์ == | == ประวัติศาสตร์ == | ||
แนวคิดเกี่ยวกับสภาวะจิตพิเศษที่คล้ายการสะกดจิตมีปรากฏในหลายวัฒนธรรมทั่วโลกมานานนับพันปี ในอารยธรรมโบราณ เช่น อียิปต์และกรีก มีการใช้พิธีกรรมที่ทำให้เกิดสภาวะคล้ายภวังค์เพื่อการรักษาโรค | |||
ในยุคสมัยใหม่ '''ฟรานซ์ แอนทอน เมสเมอร์''' (Franz Anton Mesmer) ชาวออสเตรียในศตวรรษที่ 18 เป็นผู้ทำให้เทคนิคนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แม้ว่าเขาจะอธิบายปรากฏการณ์ด้วยทฤษฎี "แม่เหล็กสัตว์" (Animal Magnetism) ที่ไม่ถูกต้อง แต่เทคนิคของเขาซึ่งเรียกว่า "เมสเมอริซึม" (Mesmerism) ได้ปูทางสำหรับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในภายหลัง คำว่า "Hypnosis" ถูกบัญญัติขึ้นโดย '''เจมส์ แบริด''' (James Braid) ศัลยแพทย์ชาวสกอตในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นผู้เริ่มศึกษาปรากฏการณ์นี้ด้วยแนวทางทางสรีรวิทยาและจิตวิทยา | |||
สำหรับประเทศไทย การสะกดจิตเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการแพทย์และจิตวิทยาในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยมีการนำเข้ามาร่วมกับความรู้ทางการแพทย์แผนตะวันตก อย่างไรก็ตาม เทคนิคการผ่อนคลายและกำหนดจิตที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมีอยู่ในภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะในแนวทางการฝึกสมาธิภาวนาตามหลักพุทธศาสนา และความรู้ด้านการนวดแผนไทยที่เน้นการทำให้ผู้รับบริการรู้สึกผ่อนคลายจนเข้าสู่สภาวะกึ่งภวังค์ | |||
== | ในภาคใต้ของประเทศไทย ยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยวิธี "ลงครู" หรือ "การทรง" ซึ่งมีบางองค์ประกอบที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่สภาวะจิตพิเศษ แต่ก็มีวัตถุประสงค์และบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากการสะกดจิตทางการแพทย์โดยสิ้นเชิง | ||
== ประเภท == | |||
การสะกดจิตสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามวัตถุประสงค์และวิธีการ: | การสะกดจิตสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามวัตถุประสงค์และวิธีการ: | ||
* ''' | |||
* ''' | * '''การสะกดจิตเพื่อการรักษา (Clinical Hypnosis)''' : ใช้โดยบุคลากรทางการแพทย์ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก พยาบาล เพื่อช่วยในกระบวนการบำบัดรักษาโรคทางกายและใจ | ||
* ''' | * '''การสะกดจิตเพื่อการแสดง (Stage Hypnosis)''' : ใช้สำหรับความบันเทิงในงานแสดงต่างๆ ซึ่งมักเน้นการสร้างอารมณ์ขันและปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ | ||
* ''' | * '''การสะกดจิตด้วยตนเอง (Self-Hypnosis)''' : เป็นเทคนิคที่บุคคลเรียนรู้เพื่อนำตนเองเข้าสู่สภาวะสะกดจิต มักใช้เพื่อการผ่อนคลาย ลดความเครียด หรือปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่าง | ||
* '''การสะกดจิตเพื่อการสอบสวน (Forensic Hypnosis)''' : เคยมีการนำมาใช้เพื่อช่วยฟื้นความจำของพยานในกระบวนการยุติธรรม แต่วิธีนี้มีข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์มากและปัจจุบันไม่เป็นที่ยอมรับในศาลไทย | |||
* '''การสะกดจิตย้อนอายุ''' : ดูบทความหลักที่ [[การสะกดจิตย้อนอายุ]] | |||
== งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ == | == งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ == | ||
องค์กรทางการแพทย์และจิตวิทยาชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก เช่น สมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (APA) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) ยอมรับว่าการสะกดจิตเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับภาวะบางอย่าง งานวิจัยพบว่าการสะกดจิตช่วยลดอาการปวดเรื้อรัง ลดความวิตกกังวลและความเครียด ช่วยในการเลิกบุหรี่ และบรรเทาอาการของโรคลำไส้แปรปรวนได้ | |||
ในประเทศไทย | ในประเทศไทย มีงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ศึกษาประสิทธิภาพของการสะกดจิตในการช่วยลดความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัด ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด และช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กลไกทางสมองที่เกี่ยวข้องกับการสะกดจิตสามารถศึกษาได้ด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก (fMRI) ซึ่งแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมในสมองส่วนต่างๆ ขณะอยู่ในสภาวะสะกดจิต | ||
== การประยุกต์ใช้ == | == การประยุกต์ใช้ == | ||
การประยุกต์ใช้การสะกดจิตในประเทศไทยครอบคลุมหลายด้าน: | |||
* ''' | |||
* '''ด้านทันตกรรม''': | * '''ด้านการแพทย์และสุขภาพจิต''' : ใช้บำบัดโรคจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล โรคกลัว โรคย้ำคิดย้ำทำ ภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ใช้ช่วยในการจัดการกับความเจ็บปวดทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคมะเร็ง และใช้ช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การลดน้ำหนักและการเลิกบุหรี่ | ||
* ''' | * '''ด้านทันตกรรม''' : ทันตแพทย์บางท่านใช้เทคนิคการสะกดจิตเพื่อช่วยลดความกลัวและความวิตกกังวลของผู้ป่วย รวมถึงช่วยควบคุมการหลั่งน้ำลายและอาการปวดระหว่างทำฟัน | ||
* ''' | * '''ด้านกีฬา''' : นักกีฬาอาชีพไทยบางคนใช้การสะกดจิตเพื่อเพิ่มสมาธิ สร้างความมั่นใจ และปรับปรุงสมรรถภาพทางการกีฬา | ||
* '''ด้านการศึกษา''' : ใช้เพื่อช่วยเพิ่มสมาธิในการเรียน ลดความตื่นเต้นก่อนสอบ และช่วยในการจำ | |||
== สถานภาพทางกฎหมายในประเทศไทย == | == สถานภาพทางกฎหมายในประเทศไทย == | ||
ในประเทศไทย '''การสะกดจิตเพื่อการรักษาโรค''' จัดเป็นกิจกรรมทางการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ดังนั้น ผู้ที่ประสงค์จะใช้การสะกดจิตเพื่อการบำบัดรักษาโรคทางกายหรือทางจิต ต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตเป็นแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก หรือพยาบาลวิชาชีพที่ผ่านการอบรมเฉพาะทางมาอย่างถูกต้อง | |||
สำหรับ '''การสะกดจิตเพื่อการแสดง''' หรือการสอนเทคนิคการสะกดจิตด้วยตนเองทั่วไป ไม่ได้ถูกควบคุมโดยกฎหมายวิชาชีพเวชกรรมโดยตรง แต่หากการแสดงหรือการสอนนั้นอ้างว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาโรค ก็อาจเข้าข่ายเป็นการประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย | |||
สมาคมที่เกี่ยวข้อง เช่น '''สมาคมสะกดจิตบำบัดไทย''' (Thai Association of Clinical Hypnosis) ทำหน้าที่ส่งเสริมมาตรฐานทางจริยธรรมและการปฏิบัติที่ถูกต้องในหมู่ผู้ให้บริการ | |||
== ทัศนคติทางวัฒนธรรม == | == ทัศนคติทางวัฒนธรรม == | ||
ทัศนคติของคนไทยต่อการสะกดจิตค่อนข้างหลากหลายและซับซ้อน ในแวดวงวิชาการและการแพทย์แผนปัจจุบันมีการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีงานวิจัยรองรับ อย่างไรก็ดี ในมุมมองของวัฒนธรรมไทยและความเชื่อดั้งเดิม โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ยังมีวัฒนธรรมความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณที่แข็งแรง บางคนอาจมองการสะกดจิตด้วยความระมัดระวัง หรืออาจสับสนระหว่างการสะกดจิตกับการเข้าทรง | |||
== | ในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาหลักของประเทศ แม้จะไม่มีการพูดถึงการสะกดจิตโดยตรง แต่แนวคิดเรื่องการฝึกจิตให้มีสมาธิและรู้เท่าทันสภาวะต่างๆ ของจิต ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สอดคล้องกับหลักการของการสะกดจิตที่เน้นการควบคุมและทำความเข้าใจกระบวนการคิดของตนเอง | ||
* ''' | |||
* ''' | สื่อไทยทั้งภาพยนตร์ ละคร และรายการโทรทัศน์ มักนำเสนอการสะกดจิตในแง่มุมที่น่าตื่นเต้น ลึกลับ หรือใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม สิ่งนี้มีส่วนสร้างภาพลักษณ์ที่คลาดเคลื่อนและความหวาดกลัวให้กับสาธารณชนทั่วไป | ||
* ''' | |||
* ''' | == ผู้ปฏิบัติการสะกดจิตที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย == | ||
* '''ศาสตราจารย์ นายแพทย์ จรัส สุวรรณเวลา''' : อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการนำการสะกดจิตมาใช้ในทางการแพทย์และจิตเวชศาสตร์ของไทยอย่างเป็นระบบ | |||
* '''แพทย์หญิง กุสุมา ชูเกียรติกำจร''' : จิตแพทย์ผู้มีชื่อเสียงซึ่งใช้การสะกดจิตบำบัดร่วมกับการรักษาแบบอื่นๆ และเป็นผู้เผยแพร่ความรู้ด้านนี้สู่สาธารณชนผ่านสื่อต่างๆ | |||
* '''อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี''' : หลายท่านมีงานวิจัยและให้บริการบำบัดด้วยการสะกดจิตอย่างต่อเนื่อง | |||
* '''ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้''' : มีคลินิกและศูนย์ให้บริการทางจิตวิทยาในจังหวัดใหญ่ๆ ของภาคใต้ เช่น สงขลา ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี ที่มีนักจิตวิทยาคลินิกที่ผ่านการอบรมการสะกดจิตบำบัดให้บริการ แต่มักไม่เป็นที่เปิดเผยชื่อเสียงในระดับชาติ | |||
นอกจากนี้ ยังมีครูอาจารย์ด้านการนวดแผนไทยและแพทย์แผนไทยบางท่านในภาคใต้ที่ใช้เทคนิคการพูดคุย โน้มน้าวจิตใจ และสร้างความผ่อนคลายอย่างลึก ซึ่งมีหลักการคล้ายคลึงกับการสะกดจิต ในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียด | |||
== ดูเพิ่มเติม == | == ดูเพิ่มเติม == | ||
* [[ | * [[การสะกดจิตย้อนอายุ]] | ||
* [[จิตเวชศาสตร์]] | |||
* [[จิตวิทยาคลินิก]] | * [[จิตวิทยาคลินิก]] | ||
* [[สมาธิ]] | * [[สมาธิ]] | ||
* [[ | * [[การบำบัดด้วยการรับรู้และพฤติกรรม]] | ||
* | |||
== อ้างอิง == | |||
{{รายการอ้างอิง}} | |||
== แหล่งข้อมูลอื่น == | |||
* สมาคมสะกดจิตบำบัดไทย | |||
* กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข | |||
* คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | |||
[[Category:Hypnosis]] | [[Category:Hypnosis]] | ||
[[Category:Psychology]] | [[Category:Psychology]] | ||
Latest revision as of 11:44, 1 April 2026
การสะกดจิต (Hypnosis) หมายถึง สภาวะหนึ่งของจิตใจที่มีการมุ่งความสนใจสูง มีการรับรู้ต่อสิ่งรอบตัวลดลง และมีความสามารถในการตอบสนองต่อคำแนะนำเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้ที่อยู่ในสภาวะสะกดจิตมักจะรู้สึกผ่อนคลาย มีสมาธิจดจ่อ และเปิดรับคำแนะนำหรือความคิดต่างๆ อย่างลึกซึ้ง กระบวนการนำเข้าสู่สภาวะนี้เรียกว่า การชักนำ (Induction) และการให้คำแนะนำในสภาวะนี้เรียกว่า การให้คำสั่ง (Suggestion) การสะกดจิตไม่ใช่การหลับหรือหมดสติ แต่เป็นสภาวะของการตื่นตัวที่แตกต่างออกไป
นิยาม
ในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ การสะกดจิต ถือเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาชนิดหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการมีสมาธิจดจ่ออย่างลึกซึ้ง การผ่อนคลายอย่างมาก และการเปิดรับคำแนะนำอย่างมีจินตนาการ บุคคลที่ถูกสะกดจิตยังคงควบคุมการกระทำของตนเองได้และจะไม่ทำในสิ่งที่ขัดกับความเชื่อหรือศีลธรรมของตน สภาวะสะกดจิตมักถูกอธิบายว่าเป็นสภาวะที่คล้ายกับการฝันกลางวันหรือการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลืมสิ่งรอบตัว เช่น การอ่านหนังสือจนลืมเวลา หรือการขับรถไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยโดยอัตโนมัติ
ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคใต้ มักมีคำเรียกอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน เช่น "การท่องจิต" หรือ "การเข้าทรง" แต่ในทางเทคนิคแล้ว การสะกดจิต แตกต่างจากการเข้าทรงอย่างชัดเจน เนื่องจากการสะกดจิตมุ่งที่การเข้าถึงจิตใต้สำนึกของบุคคลนั้นๆ โดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ
ประวัติศาสตร์
แนวคิดเกี่ยวกับสภาวะจิตพิเศษที่คล้ายการสะกดจิตมีปรากฏในหลายวัฒนธรรมทั่วโลกมานานนับพันปี ในอารยธรรมโบราณ เช่น อียิปต์และกรีก มีการใช้พิธีกรรมที่ทำให้เกิดสภาวะคล้ายภวังค์เพื่อการรักษาโรค
ในยุคสมัยใหม่ ฟรานซ์ แอนทอน เมสเมอร์ (Franz Anton Mesmer) ชาวออสเตรียในศตวรรษที่ 18 เป็นผู้ทำให้เทคนิคนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แม้ว่าเขาจะอธิบายปรากฏการณ์ด้วยทฤษฎี "แม่เหล็กสัตว์" (Animal Magnetism) ที่ไม่ถูกต้อง แต่เทคนิคของเขาซึ่งเรียกว่า "เมสเมอริซึม" (Mesmerism) ได้ปูทางสำหรับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในภายหลัง คำว่า "Hypnosis" ถูกบัญญัติขึ้นโดย เจมส์ แบริด (James Braid) ศัลยแพทย์ชาวสกอตในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นผู้เริ่มศึกษาปรากฏการณ์นี้ด้วยแนวทางทางสรีรวิทยาและจิตวิทยา
สำหรับประเทศไทย การสะกดจิตเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการแพทย์และจิตวิทยาในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยมีการนำเข้ามาร่วมกับความรู้ทางการแพทย์แผนตะวันตก อย่างไรก็ตาม เทคนิคการผ่อนคลายและกำหนดจิตที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมีอยู่ในภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะในแนวทางการฝึกสมาธิภาวนาตามหลักพุทธศาสนา และความรู้ด้านการนวดแผนไทยที่เน้นการทำให้ผู้รับบริการรู้สึกผ่อนคลายจนเข้าสู่สภาวะกึ่งภวังค์
ในภาคใต้ของประเทศไทย ยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยวิธี "ลงครู" หรือ "การทรง" ซึ่งมีบางองค์ประกอบที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่สภาวะจิตพิเศษ แต่ก็มีวัตถุประสงค์และบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากการสะกดจิตทางการแพทย์โดยสิ้นเชิง
ประเภท
การสะกดจิตสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามวัตถุประสงค์และวิธีการ:
- การสะกดจิตเพื่อการรักษา (Clinical Hypnosis) : ใช้โดยบุคลากรทางการแพทย์ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก พยาบาล เพื่อช่วยในกระบวนการบำบัดรักษาโรคทางกายและใจ
- การสะกดจิตเพื่อการแสดง (Stage Hypnosis) : ใช้สำหรับความบันเทิงในงานแสดงต่างๆ ซึ่งมักเน้นการสร้างอารมณ์ขันและปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
- การสะกดจิตด้วยตนเอง (Self-Hypnosis) : เป็นเทคนิคที่บุคคลเรียนรู้เพื่อนำตนเองเข้าสู่สภาวะสะกดจิต มักใช้เพื่อการผ่อนคลาย ลดความเครียด หรือปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่าง
- การสะกดจิตเพื่อการสอบสวน (Forensic Hypnosis) : เคยมีการนำมาใช้เพื่อช่วยฟื้นความจำของพยานในกระบวนการยุติธรรม แต่วิธีนี้มีข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์มากและปัจจุบันไม่เป็นที่ยอมรับในศาลไทย
- การสะกดจิตย้อนอายุ : ดูบทความหลักที่ การสะกดจิตย้อนอายุ
งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
องค์กรทางการแพทย์และจิตวิทยาชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก เช่น สมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (APA) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) ยอมรับว่าการสะกดจิตเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับภาวะบางอย่าง งานวิจัยพบว่าการสะกดจิตช่วยลดอาการปวดเรื้อรัง ลดความวิตกกังวลและความเครียด ช่วยในการเลิกบุหรี่ และบรรเทาอาการของโรคลำไส้แปรปรวนได้
ในประเทศไทย มีงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ศึกษาประสิทธิภาพของการสะกดจิตในการช่วยลดความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัด ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด และช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กลไกทางสมองที่เกี่ยวข้องกับการสะกดจิตสามารถศึกษาได้ด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก (fMRI) ซึ่งแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมในสมองส่วนต่างๆ ขณะอยู่ในสภาวะสะกดจิต
การประยุกต์ใช้
การประยุกต์ใช้การสะกดจิตในประเทศไทยครอบคลุมหลายด้าน:
- ด้านการแพทย์และสุขภาพจิต : ใช้บำบัดโรคจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล โรคกลัว โรคย้ำคิดย้ำทำ ภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ใช้ช่วยในการจัดการกับความเจ็บปวดทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคมะเร็ง และใช้ช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การลดน้ำหนักและการเลิกบุหรี่
- ด้านทันตกรรม : ทันตแพทย์บางท่านใช้เทคนิคการสะกดจิตเพื่อช่วยลดความกลัวและความวิตกกังวลของผู้ป่วย รวมถึงช่วยควบคุมการหลั่งน้ำลายและอาการปวดระหว่างทำฟัน
- ด้านกีฬา : นักกีฬาอาชีพไทยบางคนใช้การสะกดจิตเพื่อเพิ่มสมาธิ สร้างความมั่นใจ และปรับปรุงสมรรถภาพทางการกีฬา
- ด้านการศึกษา : ใช้เพื่อช่วยเพิ่มสมาธิในการเรียน ลดความตื่นเต้นก่อนสอบ และช่วยในการจำ
สถานภาพทางกฎหมายในประเทศไทย
ในประเทศไทย การสะกดจิตเพื่อการรักษาโรค จัดเป็นกิจกรรมทางการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ดังนั้น ผู้ที่ประสงค์จะใช้การสะกดจิตเพื่อการบำบัดรักษาโรคทางกายหรือทางจิต ต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตเป็นแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก หรือพยาบาลวิชาชีพที่ผ่านการอบรมเฉพาะทางมาอย่างถูกต้อง
สำหรับ การสะกดจิตเพื่อการแสดง หรือการสอนเทคนิคการสะกดจิตด้วยตนเองทั่วไป ไม่ได้ถูกควบคุมโดยกฎหมายวิชาชีพเวชกรรมโดยตรง แต่หากการแสดงหรือการสอนนั้นอ้างว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาโรค ก็อาจเข้าข่ายเป็นการประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย
สมาคมที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมสะกดจิตบำบัดไทย (Thai Association of Clinical Hypnosis) ทำหน้าที่ส่งเสริมมาตรฐานทางจริยธรรมและการปฏิบัติที่ถูกต้องในหมู่ผู้ให้บริการ
ทัศนคติทางวัฒนธรรม
ทัศนคติของคนไทยต่อการสะกดจิตค่อนข้างหลากหลายและซับซ้อน ในแวดวงวิชาการและการแพทย์แผนปัจจุบันมีการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีงานวิจัยรองรับ อย่างไรก็ดี ในมุมมองของวัฒนธรรมไทยและความเชื่อดั้งเดิม โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ยังมีวัฒนธรรมความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณที่แข็งแรง บางคนอาจมองการสะกดจิตด้วยความระมัดระวัง หรืออาจสับสนระหว่างการสะกดจิตกับการเข้าทรง
ในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาหลักของประเทศ แม้จะไม่มีการพูดถึงการสะกดจิตโดยตรง แต่แนวคิดเรื่องการฝึกจิตให้มีสมาธิและรู้เท่าทันสภาวะต่างๆ ของจิต ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สอดคล้องกับหลักการของการสะกดจิตที่เน้นการควบคุมและทำความเข้าใจกระบวนการคิดของตนเอง
สื่อไทยทั้งภาพยนตร์ ละคร และรายการโทรทัศน์ มักนำเสนอการสะกดจิตในแง่มุมที่น่าตื่นเต้น ลึกลับ หรือใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม สิ่งนี้มีส่วนสร้างภาพลักษณ์ที่คลาดเคลื่อนและความหวาดกลัวให้กับสาธารณชนทั่วไป
ผู้ปฏิบัติการสะกดจิตที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย
- ศาสตราจารย์ นายแพทย์ จรัส สุวรรณเวลา : อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการนำการสะกดจิตมาใช้ในทางการแพทย์และจิตเวชศาสตร์ของไทยอย่างเป็นระบบ
- แพทย์หญิง กุสุมา ชูเกียรติกำจร : จิตแพทย์ผู้มีชื่อเสียงซึ่งใช้การสะกดจิตบำบัดร่วมกับการรักษาแบบอื่นๆ และเป็นผู้เผยแพร่ความรู้ด้านนี้สู่สาธารณชนผ่านสื่อต่างๆ
- อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี : หลายท่านมีงานวิจัยและให้บริการบำบัดด้วยการสะกดจิตอย่างต่อเนื่อง
- ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้ : มีคลินิกและศูนย์ให้บริการทางจิตวิทยาในจังหวัดใหญ่ๆ ของภาคใต้ เช่น สงขลา ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี ที่มีนักจิตวิทยาคลินิกที่ผ่านการอบรมการสะกดจิตบำบัดให้บริการ แต่มักไม่เป็นที่เปิดเผยชื่อเสียงในระดับชาติ
นอกจากนี้ ยังมีครูอาจารย์ด้านการนวดแผนไทยและแพทย์แผนไทยบางท่านในภาคใต้ที่ใช้เทคนิคการพูดคุย โน้มน้าวจิตใจ และสร้างความผ่อนคลายอย่างลึก ซึ่งมีหลักการคล้ายคลึงกับการสะกดจิต ในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียด
ดูเพิ่มเติม
อ้างอิง
แหล่งข้อมูลอื่น
- สมาคมสะกดจิตบำบัดไทย
- กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
- คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย