การสะกดจิต
การสะกดจิต (Hypnosis) เป็นภาวะคล้ายภวังค์ (trance state) ที่มีลักษณะเฉพาะซึ่งความสนใจมุ่งเน้น การรับรู้รอบข้างลดลง และความสามารถในการตอบสนองต่อคำแนะนำเพิ่มขึ้น บุคคลในภาวะสะกดจิตมักจะรู้สึกผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง มีสมาธิจดจ่อสูง และยอมรับคำแนะนำหรือจินตนาการต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าภาวะปกติ แม้จะยังคงการควบคุมตนเองและไม่สามารถถูกบังคับให้กระทำสิ่งขัดกับศีลธรรมหรือความเชื่อของตนได้ก็ตาม ในประเทศไทย การสะกดจิตได้รับการศึกษาและประยุกต์ใช้ทั้งในแวดวงการแพทย์ จิตวิทยา การบำบัด และการแสดงเพื่อความบันเทิง
นิยามและลักษณะทั่วไป
การสะกดจิต เป็นกระบวนการที่ประกอบด้วยการชักนำให้เข้าภาวะ (induction) การให้คำแนะนำขณะอยู่ในภาวะ (suggestion) และการนำออกจากภาวะ (emergence) ภาวะสะกดจิตไม่ใช่การนอนหลับ แต่เป็นสภาวะของการมีสติสัมปชัญญะรูปแบบหนึ่งที่มีการทำงานของคลื่นสมองเปลี่ยนไป โดยเฉพาะคลื่นอัลฟาและธีตา ซึ่งสัมพันธ์กับการผ่อนคลายและสมาธิลึก ภาวะนี้บางครั้งถูกเรียกว่า ภวังค์ (trance) บุคคลที่ถูกสะกดจิตยังคงได้ยินเสียงและสามารถพูดคุยตอบโต้ได้ตามปกติ และสามารถออกจากภาวะสะกดจิตได้ด้วยตนเองหากต้องการ
ประวัติศาสตร์
บริบทโลก
แนวคิดเกี่ยวกับการชักนำให้เกิดภวังค์เพื่อการรักษามีมาตั้งแต่สมัยอารยธรรมโบราณ เช่น อียิปต์ กรีก และอินเดีย ซึ่งมีการใช้พิธีกรรมและมนตร์ดำในการรักษาโรค ในศตวรรษที่ 18 ฟรานซ์ แอนตัน เมสเมอร์ (Franz Anton Mesmer) แพทย์ชาวเยอรมัน ได้เสนอทฤษฎี "สัตว์แม่เหล็ก" (animal magnetism) ซึ่งเชื่อว่ามีพลังแม่เหล็กไหลเวียนในร่างกายและสามารถปรับสมดุลเพื่อรักษาโรคได้ วิธีการของเขาซึ่งเรียกว่า "เมสเมอริซึม" (mesmerism) ถือเป็นบรรพบุรุษของการสะกดจิตสมัยใหม่ ต่อมาในศตวรรษที่ 19 เจมส์ เบรด (James Braid) ศัลยแพทย์ชาวสกอตได้บัญญัติศัพท์คำว่า "ฮิปโนติซึม" (Hypnotism) และวางรากฐานทางวิทยาศาสตร์ไว้
ในประเทศไทย
ในประเทศไทย การสะกดจิตเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการแพทย์และสาธารณสุขอย่างเป็นทางการในช่วงกลางถึงปลาย รัตนโกสินทร์ มีการบันทึกว่าแพทย์ชาวตะวันตกที่ทำงานในประเทศไทยได้นำเทคนิคนี้มาใช้ อย่างไรก็ตาม รูปแบบของการชักนำให้เกิดภวังค์เพื่อการรักษามีรากฐานในวัฒนธรรมไทยมาช้านาน ปรากฏในพิธีกรรมของ หมอพื้นบ้าน หรือ "หมอทรง" ที่ใช้การร่ายรำ ดนตรี และคำสวดเพื่อเข้าสู่ภาวะภวังค์สำหรับการวินิจฉัยโรคหรือการรักษา การแพทย์แผนไทยบางแขนงก็มีการใช้เทคนิคการผ่อนคลายและกำหนดจิตที่คล้ายคลึงกัน
การเผยแพร่ความรู้สมัยใหม่เกี่ยวกับการสะกดจิตเกิดขึ้นอย่างจริงจังในทศวรรษ 2520-2530 ผ่านการทำงานของจิตแพทย์และนักจิตวิทยาไทยที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศและนำความรู้กลับมา องค์กรอย่าง สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมนักจิตวิทยาคลินิกไทย ได้เริ่มบรรจุหัวข้อการสะกดจิตในการประชุมวิชาการ
ประเภทของการสะกดจิต
การสะกดจิตสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามวัตถุประสงค์และวิธีการ:
- การสะกดจิตเพื่อการบำบัด (Clinical Hypnosis): ใช้โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหรือการแพทย์เพื่อรักษาปัญหาต่างๆ เช่น ความเครียด วิตกกังวล ภาวะติดบุหรี่หรือสารเสพติด การควบคุมน้ำหนัก และการจัดการความเจ็บปวด
- การสะกดจิตถดถอย (Hypnotic Regression): เป็นเทคนิคเฉพาะทางที่ใช้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยระลึกถึงประสบการณ์ในอดีตที่อาจถูกเก็บกดไว้ ซึ่งบางครั้งรวมถึงการสำรวจความเชื่อเรื่องชาติต่าง ๆ (past life regression) ที่ได้รับความนิยมในบางกลุ่ม
- การสะกดจิตตนเอง (Self-Hypnosis): เป็นเทคนิคที่บุคคลเรียนรู้เพื่อนำตนเองเข้าสู่ภาวะสะกดจิต เพื่อวัตถุประสงค์ในการผ่อนคลาย สร้างแรงจูงใจ หรือปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่าง
- การสะกดจิตเพื่อการแสดง (Stage Hypnosis): ใช้เพื่อความบันเทิงในงานแสดงต่าง ๆ โดยเน้นที่การสร้างอารมณ์ขันและความน่าตื่นเต้น ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ของการสะกดจิตที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยผ่านสื่อ
งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
องค์กรทางการแพทย์ระดับโลก เช่น สมาคมการแพทย์อเมริกัน (AMA) และ สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ยอมรับการสะกดจิตว่าเป็นวิธีการรักษาทางการแพทย์รูปแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสำหรับภาวะบางอย่าง โดยเฉพาะในการจัดการความเจ็บปวดและความวิตกกังวล งานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ใช้เครื่องมือเช่น fMRI และ EEG พบว่าในภาวะสะกดจิต สมองมีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับความสนใจ การควบคุมตนเอง และการประมวลผลคำแนะนำ
ในประเทศไทย มีงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ศึกษาประสิทธิภาพของการสะกดจิตในการลดความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด ลดอาการปวดเรื้อรัง และช่วยในการเลิกบุหรี่ อย่างไรก็ดี จำนวนงานวิจัยยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก
การประยุกต์ใช้
การสะกดจิตในประเทศไทยมีการประยุกต์ใช้ในหลายด้าน:
- ด้านการแพทย์และจิตวิทยาคลินิก: จิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิกใช้สะกดจิตเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัด อาทิ การบำบัดความเครียดหลังเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) การรักษาโรควิตกกังวล ภาวะกลัว และโรคทางจิตเวชที่เกี่ยวข้องกับความเครียด
- ด้านทันตกรรม: ทันตแพทย์บางท่านใช้เทคนิคการสะกดจิตเพื่อช่วยลดความกลัวและความวิตกกังวลของคนไข้ รวมถึงช่วยควบคุมการไหลของเลือดและอาการคลื่นไส้ระหว่างการรักษา
- ด้านการพัฒนาตนเอง: ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพ เช่น เพิ่มสมาธิในการเรียนหรือการกีฬา สร้างความมั่นใจ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
- ด้านการบังคับใช้กฎหมาย: มีการประยุกต์ใช้ในวงจำกัดสำหรับการช่วยเหลือพยานให้จำรายละเอียดเหตุการณ์ได้ชัดเจนขึ้น แต่มักต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและอยู่ในกรอบกฎหมาย
สถานภาพทางกฎหมายในประเทศไทย
ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ควบคุมการประกอบวิชาชีพการสะกดจิตโดยตรง การปฏิบัติจึงอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพสุขภาพเป็นหลัก
- ผู้ที่ใช้การสะกดจิตเพื่อการบำบัดรักษาโรค ต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการแพทย์หรือทางจิตวิทยาคลินิกอยู่แล้ว เช่น จิตแพทย์ แพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก ซึ่งการสะกดจิตถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือการรักษาที่พวกเขาใช้ได้
- การเปิดโรงเรียนหรือหลักสูตรสอนการสะกดจิตสำหรับบุคคลทั่วไปสามารถทำได้ แต่ต้องไม่อ้างว่าสามารถใช้รักษาโรคได้หากผู้สอนไม่มีใบอนุญาตทางการแพทย์
- การสะกดจิตเพื่อการแสดง เป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยม แต่ผู้แสดงต้องไม่กระทำการที่อาจก่อให้เกิดอันตรายทางร่างกายหรือจิตใจต่อผู้เข้าร่วม และต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดเจน
- การอ้างว่าสามารถสะกดจิตเพื่อการ ทำนายทายทัก โชคลาง หรือการติดต่อกับวิญญาณ อาจเข้าข่ายหลอกลวงหรือประกอบวิชาอาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา
ทัศนคติทางวัฒนธรรม
ทัศนคติของคนไทยต่อการสะกดจิตมีความหลากหลายและซับซ้อน เนื่องจากมีปัจจัยทางความเชื่อและวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง
- ด้านบวก: ในกลุ่มผู้มีการศึกษาและคนเมือง มักมองการสะกดจิตทางการแพทย์เป็นศาสตร์สมัยใหม่ที่น่าเชื่อถือและมีประโยชน์ โดยเฉพาะในด้านการจัดการความเครียดและพฤติกรรม
- ด้านความระแวง: ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มองการสะกดจิตด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากเชื่อมโยงกับภาพในสื่อบันเทิงที่แสดงถึงการถูกควบคุมจิตใจ หรือเชื่อมโยงกับไสยศาสตร์และอำนาจลึกลับ
- การผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิม: บางครั้งแนวคิดเรื่องการสะกดจิตถูกตีความผ่านแนวคิดเรื่อง ธาตุสี่ หรือ กรรม และมีการผสมผสานกับวิธีการทางพุทธศาสนา เช่น การทำสมาธิ (สมถะ) ในการเข้าถึงภาวะคล้ายภวังค์
- ความนิยมในสื่อ: รายการโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ที่นำเสนอการสะกดจิตเพื่อการแสดงหรือการบำบัด มีส่วนทำให้ความรู้และการยอมรับการสะกดจิตแพร่หลายมากขึ้นในสังคมไทย
นักปฏิบัติการสะกดจิตที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย
- นพ. สุบิน วิริยะวิทย์: จิตแพทย์อาวุโสผู้บุกเบิกการนำการสะกดจิตทางการแพทย์มาใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ และเป็นผู้เขียนหนังสือวิชาการหลายเล่ม
- นพ. กวี วีรางกูร: จิตแพทย์ที่มีชื่อเสียงซึ่งมักนำการสะกดจิตมาใช้ในการบำบัดและเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ
- ดร. วิธาน ฐานะวุฑโฒ: นักจิตวิทยาคลินิกและอาจารย์ผู้สอนและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการสะกดจิตเพื่อการบำบัดและการพัฒนาตนเอง
- อาจารย์ภาคย์ ภัทรนาวิก: ผู้เชี่ยวชาญและครูสอนการสะกดจิตที่มีชื่อเสียงในวงการพัฒนาตนเองและธุรกิจ seminar
- กลุ่มการแสดงสะกดจิตบนเวที: มีกลุ่มศิลปินการแสดงสะกดจิตหลายกลุ่มที่ได้รับความนิยมในการแสดงตามงานอีเวนต์และในโทรทัศน์